รีวิว Fast & Furious 9 น้ำข้นกว่าเลือด สะพานเชื่อมภาคต่อที่ไร้เสน่ห์

รีวิว Fast & Furious 9 ในตัวอย่างหนังเรื่องนี้ มีฉากหนึ่งที่เกือบจะเป็นบทสรุปของหนัง นั่นคือ ฉากที่ดอมและเล็ตตี้ขับรถหนีจากการไล่ล่าของทหารในป่า (ซึ่งถ่ายทำที่กระบี่บ้านเกิดของเรา) และเมื่อเราไปถึงสะพานแขวนข้ามขุมนรกก็ปรากฏว่าสะพานขาดจากชาวโรมันและทางหนีผิดทางแล้ว และดอมตัดสินใจตีรอบรองที่เหลือและใช้หนึ่งในล้อเชือกลวดที่เหลืออยู่เพื่อเหวี่ยงรถข้ามเหวและหลบหนีไปโดยไม่มีรอยขีดข่วน แม้รถจะพลิกคว่ำหลายครั้ง

Fast & Furious 9

หนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน มันเป็นความพยายามที่จะหลบหนีการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวบางอย่าง ด้วยการใช้พลังของฮีโร่โดยไร้เหตุผลและพลัง CG มหาศาลที่หลงเหลืออยู่เพียงเพื่อสร้างตัวละครให้เล่นแทนนักแสดงจริงๆ เราจะเรียกมันว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ Pixar ผ่านอุปสรรคด้วยวิธีที่น่าตื่นเต้น แต่ไม่มีอะไรอื่นที่จะชนะ เชื่อมภาคต่อแบบเท่ๆ แบบไม่มีสะดุด หรือแม้กระทั่งทิ้งความรู้สึกผิดต่อตัวละครหลักก็ยังไม่มีใครอยู่

Fast & Furious 9

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในภาคนี้น่าจะใกล้เคียงกับตอนที่หนังเปลี่ยนจากแฟรนไชส์สตรีทเรซซิ่งแบบดิบๆ มาเป็นยุคของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่าง วิน ดีเซล (วิน ดีเซล) วิน ดีเซล) หายตัวไปจากพระเอก ก่อนกลับมาพร้อมกับผู้กำกับ จัสติน ลิน (จัสติน ลิน) ในตอนที่ 3 และเต็มรูปแบบในตอนที่ 4 มันเหมือนกับการรีบูตที่แท้จริงของแฟรนไชส์ที่ทอดยาวมาถึงปัจจุบัน

Fast & Furious 9

ถ้าสังเกตดีๆก็ต้องบอกว่าหัวของไอเดียที่ทำให้แฟรนไชส์นี้ดังนอกจากดีเซลและลิน ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือวิสัยทัศน์ของ Chris Morgan นักเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่ซีซั่นที่ 3 ถึง 8 และมีความอิ่มตัวเชิงสร้างสรรค์มากจนเขาขอหมุน Off in Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw (2019) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ดีกับภาพยนตร์เรื่องที่ 9 โดยส่วนตัวผมเริ่มรู้สึกว่าทีมงานควรหยุดและหาอย่างอื่นทำเพื่อรอความคิดสร้างสรรค์ดีๆ

กลับมาทำตั้งแต่ภาค 7 ทำมา 3 ภาคก็จบเหมือนกัน แต่หนังยังทำเงินอยู่เลยต้องออกมาเทช่วงพักเบรค ทีมยังดีอยู่ ฉันสามารถเข้าใจ และล่าสุดมีการรายงานมาว่า Ralph Hasenhuttl พูดถึง การถูกตั้งข้อหา จากทางสมาคมฟุตบอล FA